บริษัท เอวี อะโกร จำกัด | บทความ

บทความ : เพลี้ยไฟ: ศัตรูพืชตัวจิ๋วที่สร้างความเสียหายระดับใหญ่

เพลี้ยไฟ: ศัตรูพืชตัวจิ๋วที่สร้างความเสียหายระดับใหญ่



วันที่: 04 มิถุนายน พ.ศ. 2569

  จำนวนการเข้าชมทั้งหมด : ครั้ง

  ที่มา :

เพลี้ยไฟ: ศัตรูพืชตัวจิ๋วที่สร้างความเสียหายระดับใหญ่

            เพลี้ยไฟ (Thrips) เป็นแมลงศัตรูพืชขนาดเล็กที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากสามารถทำลายพืชได้หลายชนิดและสร้างความเสียหายรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว ด้วยขนาดที่เล็กมากเพียง 1-2 มิลลิเมตร และพฤติกรรมที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกมุมของใบหรือดอก ทำให้ยากต่อการสังเกตและควบคุม แต่ผลลัพธ์ของการทำลายกลับเด่นชัดและสร้างความกังวลใจให้แก่เกษตรกรอย่างมาก บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับศัตรูตัวจิ๋วชนิดนี้อย่างลึกซึ้ง

ลักษณะของเพลี้ยไฟ:

           เพลี้ยไฟมีลักษณะเด่นคือเป็นแมลงขนาดเล็ก ลำตัวยาวเรียว มีสีน้ำตาลอ่อนหรือเหลืองทอง ปากเป็นแบบดูดซับ (Sucking) ซึ่งออกแบบมาเพื่อเจาะและดูดน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชโดยเฉพาะ ในระยะตัวเต็มวัย จะมีปีกเป็นฝอยคล้ายขนนก (Fringed wings) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ แต่ปีกนี้มักจะดูได้ยากด้วยตาเปล่า พวกมันมักจะอาศัยอยู่ตามใต้ใบพริก มะเขือเทศ หรือซอกกลีบดอกไม้ ซึ่งเป็นจุดที่เข้าถึงได้ยากสำหรับการฉีดพ่นสารเคมี

วงจรชีวิตเพลี้ยไฟ:

วงจรชีวิตของเพลี้ยไฟค่อนข้างสั้นและรวดเร็ว โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 15-20 วันเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย 5 ระยะหลักดังนี้:

  1. ระยะไข่: ไข่มีขนาดเล็กมาก มักถูกฝังไว้ในเนื้อเยื่อพืช

  2. ระยะตัวอ่อน (Nymph): มี 2 ระยะ ซึ่งจะคล้ายกับตัวเต็มวัยแต่ไม่มีปีก และทำลายพืชโดยการดูดน้ำเลี้ยงอย่างหนัก

  3. ระยะดักแด้ (Pupal stages): มี 2 ระยะ ได้แก่ ระยะ Prepupa และ Pupa ระยะนี้มักจะไม่เคลื่อนที่และไม่ทำลายพืช แต่มักจะอยู่ในดินหรือซอกพืช

  4. ระยะตัวเต็มวัย: เป็นระยะที่มีปีกและสามารถบินกระจายไปทำลายพืชในบริเวณอื่นได้

ความเสียหายที่เกิดจากเพลี้ยไฟ:

       เพลี้ยไฟสร้างความเสียหายโดยการใช้ปากเจาะและดูดน้ำเลี้ยงจากใบพืช ดอก และผลอ่อน อาการเสียหายที่พบบ่อยได้แก่:

  • ใบแห้งกรอบ ใบม้วน: เมื่อน้ำเลี้ยงถูกดูดไปมาก ใบจะเริ่มแห้งและขอบใบม้วนขึ้น

  • ใบหงิก: ใบที่กำลังพัฒนาจะผิดรูป บิดเบี้ยว หงิกงอ

  • ใบสีเงินหรือสีเทา: อาการนี้เกิดจากอากาศเข้าไปแทนที่เซลล์พืชที่ถูกดูดน้ำเลี้ยงไป ทำให้เห็นเป็นรอยสีเงินหรือสีเทาบนผิวใบ

  • ผลผลิตเสียหาย ผิวไม่สวย: หากเกิดการทำลายในระยะผลอ่อน จะทำให้ผลมีแผลเป็น ผิวขรุขระ ไม่สวยงาม และมูลค่าลดลง

  • ยอดแห้งตาย: ยอดอ่อนที่ถูกทำลายอย่างหนักจะแห้งและตายในที่สุด

พืชที่มักพบการระบาด:

เพลี้ยไฟสามารถทำลายพืชได้หลายชนิด ทั้งพืชผัก ไม้ดอก และไม้ผล แต่ที่พบบ่อยได้แก่ พริก มะเขือเทศ แตงกวา องุ่น และกล้วยไม้

การป้องกันและกำจัด:

เนื่องจากเพลี้ยไฟซ่อนตัวเก่งและมีวงจรชีวิตสั้น การควบคุมจึงต้องอาศัยการผสมผสานหลายวิธีและต้องทำอย่างสม่ำเสมอ โดยมีแนวทางดังนี้:

  • มาตรการควบคุมที่ยั่งยืน: ประกอบด้วยการสลับกลุ่มยาฆ่าแมลงเพื่อป้องกันการดื้อยา และการเลือกใช้ยาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ช่วงเช้าหรือช่วงที่การระบาดเริ่มต้น

  • การเลือกใช้สารเคมี: สำหรับการควบคุมทางเคมีที่มีประสิทธิภาพ เอวีอะโกร ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วดังนี้:

 

  อะบาเมกติน 1.8:
มีประสิทธิภาพในการกำจัดเพลี้ยไฟและไรแดงอย่างดีเยี่ยม
  • กลไกการออกฤทธิ์: เป็นสารกำจัดแมลงและไรกลุ่มที่ 6 ออกฤทธิ์แบบสัมผัสตายและกินตาย (Contact and Stomach poison) โดยจะเข้าไปขัดขวางการส่งกระแสประสาท (Inhibits GABA transmission) ของแมลง

  • สรรพคุณและจุดเด่น:

    • ควบคุมและกำจัดได้ทั้งเพลี้ยไฟและไรแดงอย่างเด็ดขาด (Broad spectrum for thrips and mites)

    • แทรกซึมเข้าสู่ใบพืชได้ดี ยึดเกาะใบได้เหนียวแน่น ทนทานต่อการชะล้างของฝน

    • สลายตัวได้เร็วบนผิวพืช ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้างสะสมยาวนานจนเกินไป

  • การนำไปใช้: เหมาะสำหรับฉีดพ่นเมื่อเริ่มพบการระบาดของไรแดงหรือเพลี้ยไฟในแปลง

     
  ฟิโพรนิล 5 EC:
สารกำจัดแมลงกลุ่มที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเพลี้ยไฟและหนอน
  • กลไกการออกฤทธิ์: เป็นสารกำจัดแมลงกลุ่มที่ 2 ออกฤทธิ์ทั้งแบบกินตายและสัมผัสตาย โดยเข้าไปขัดขวางการทำงานของช่องผ่านคลอไรด์ที่ควบคุมด้วยระบบประสาท (GABA receptor) ทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติและตายลง

  • สรรพคุณและจุดเด่น:

    • สามารถควบคุมและกำจัดแมลงได้อย่างกว้างขวาง (Broad spectrum) ทั้งกลุ่มเพลี้ยและหนอนตัวร้าย

    • มีประสิทธิภาพสูงมากในการน็อกและกำจัดเพลี้ยไฟ รวมถึงหนอนเจาะสมอหรือหนอนม้วนใบพืช

    • มีกลิ่นเฉพาะตัวที่ช่วยในเรื่องการขับไล่แมลงไม่ให้เข้ามาวางไข่หรือทำลายซ้ำ

  • การนำไปใช้: ใช้ฉีดพ่นเมื่อแปลงพืชเกิดการระบาดร่วมกันของทั้งหนอนและเพลี้ยไฟ

     
      ไทอะมีทอกแซม 25 WG:
สารฆ่าแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ที่ใช้ได้ทั้งการฉีดพ่นทางใบและการราดโคนต้น เพื่อควบคุมเพลี้ยไฟและแมลงปากดูดอื่นๆ
  • กลไกการออกฤทธิ์: สารฆ่าแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ (Neonicotinoids) ออกฤทธิ์แบบดูดซึม (Systemic action) ได้อย่างรวดเร็ว โดยเข้าไปเลียนแบบและจับกับตัวรับสารสื่อประสาท (Acetylcholine receptors) ทำให้อัมพาตและตายในที่สุด

  • สรรพคุณและจุดเด่น:

    • สามารถดูดซึมเข้าทางรากและใบได้อย่างรวดเร็ว วิ่งพล่านปกป้องเนื้อเยื่อพืชได้ทั่วทั้งต้น

    • เน้นควบคุมแมลงปากดูดโดยเฉพาะ เช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง และแมลงหวี่ขาว

    • มีระยะเวลาในการควบคุมและคุ้มครองพืชที่ยาวนานกว่าสารประเภทสัมผัส

    • มีคุณสมบัติพิเศษช่วยชักนำให้พืชสร้างความต้านทานต่อโรคพืชบางชนิดและทนทานต่อสภาพแล้งได้ดีขึ้น

  • การนำไปใช้: สามารถใช้ฉีดพ่นทางใบ หรือใช้ราดโคนต้นเพื่อให้พืชดูดซึมผ่านระบบรากขึ้นไปปกป้องต้นพืชระยะยาว

     

           การใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยและตามคำแนะนำของฉลากเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และควรหมั่นตรวจดูพืชผักเพื่อพบการระบาดในระยะเริ่มแรกและจัดการได้ทันท่วงที

รายการล่าสุด

1 แมลงหวีขาว
2 View
2 "โรคเหี่ยวเขียว" มหันตภัยเงียบที่ยากจะรักษา
23 View
3 ด้วงเต่าแตง
4 View
4 "เพลี้ยอ่อน"
4 View
5 "หนอนเจาะ"
1 View
6 โรคใบจุดในพริก
19 View
7 เพลี้ยไฟ: ศัตรูพืชตัวจิ๋วที่สร้างความเสียหายระดับใหญ่
8 View
8 เจาะลึกระยะฟื้นฟูต้นทุเรียน
21 View
9 การเพิ่มประสิทธิภาพทุเรียนระยะ "ดึงยอด ทำใบ"
23 View
10 การเพิ่มประสิทธิภาพการออกดอกและพัฒนาคุณภาพดอกทุเรียน
22 View
11 การจัดการระยะ "เร่งใบแก่" ในทุเรียน เพื่อการสะสมอาหารและคุณภาพผลผลิต
17 View
12 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทุเรียนคุณภาพในระยะสะสมอาหาร
19 View
13 ยุทธศาสตร์การเพิ่มผลผลิตทุเรียนผ่านการจัดการระยะ "เปิดตาดอก"
25 View
14 การเพิ่มประสิทธิภาพการติดผลทุเรียนในระยะวิกฤต "ดอกบาน-หางแย้"
21 View
15 การเพิ่มผลผลิตทุเรียนคุณภาพใน "ระยะผลอ่อน"
106 View
16 การจัดการทุเรียนในระยะก่อนเก็บเกี่ยว
58 View
17 โรคแอนแทรคโนส “โรคกุ้งแห้ง” ตัวร้ายทำลายผลผลิต
15 View

ติดตามการอัพเดต